วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2556

การวางระบบน้ำกสิกรรม


สระน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก เพื่อภูมิทัศน์และกสิกรรมภายในบ้าน
สถานที่ : ๑๔๕ หมู่ ๖ บ้านพะเนา ต.พะเนา อ.เมือง จ.นครราชสีมา
สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๒ ค่าก่อสร้างประมาณ ๑๒,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าวัสดุ แรงงานก่อสร้างด้วยตนเอง
ความจุน้ำ ๒๐ คิวเส้นผ่าศูนย์กลางสระ ๘ เมตร เส้นรอบวงขอบสระ ๒๔ เมตร ส่วนลึกที่สุด ๑.๘๐ เมตร
แหล่งที่มาของน้ำได้จากน้ำฝนชายคาบ้าน และน้ำบาดาลใต้ดินลึก ๓๐ เมตร มีน้ำใช้ได้ตลอดปี

"การกสิกรรมสำคัญที่น้ำ" เป็นพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัวฯ

"น้ำ" เป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งต่อการกสิกรรม ต่อการดำรงชีวิต ที่ใดมีน้ำที่นั่นย่อมมีชีวิต ที่ใดมีชีวิตที่นั่นย่อมมีปุ๋ย มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นที่มาของแหล่งอาหาร ทุกสรรพสิ่งที่มีชีวิตขาดน้ำไม่ได้ น้ำจึงเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญยิ่ง บางท่านถึงกับให้คำนิยามว่า "น้ำ" คือ "ทองคำขาว"

   การทำกสิกรรมสิ่งสำคัญอันดับแรกคือต้องคิดถึงเรื่องแหล่งน้ำ ที่มาของน้ำ คุณภาพและปริมาณน้ำต้องเพียงพอต่อการใช้เพาะปลูกทั้งปี ขนาดของพื้นที่แปลงเพาะปลูก ชนิดของพืชที่ปลูก เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่ต้องนำมาวิเคราะห์ และสิ่งสำคัญอันดับรองลงมาคือพลังงานซึ่งจะต้องนำมาบริหารจัดการน้ำ อาจจะได้จากกระแสไฟฟ้า 220 VAC ใช้กับมอเตอร์ปั๊มน้ำ พลังงานฟอสซิล แก๊ส น้ำมัน ใช้กับเครื่องยนต์ หรือพลังงานธรรมชาติ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เป็นต้น

   พืชต้องการน้ำมากน้อยต่างกัน ถ้าเป็นประเภทผักสวนครัว เช่น ผักกาด ผักบุ้ง คะน้า มะเขือเทศ แครอท ฯลฯ แบบนี้ต้องการน้ำที่มาก ให้น้ำอย่างน้อยวันละ ๒ ครั้ง เช้า-เย็น หัวจ่ายน้ำควรเป็นแบบมินิสปริงเกอร์ การกระจายของน้ำสม่ำเสมอ และไม่เปียกโชกจนผิวหน้าแปลงเพาะปลูกมีน้ำขัง ซึ่งจะเป็นข้อเสียหายต่อระบบรากของพืช รากจะเน่าเฉาตาย การให้น้ำแบบมินิสปริงเกอร์มีข้อดีคือ 
  ๑. น้ำพ่นเป็นละอองฝอย อณูของละอองน้ำจะช่วยตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศชั้นโทรโปสเฟียร์ที่อยู่ติดกับผิวโลกลงสู่พืชด้วย พืชจะชอบมาก ใบพืชจะเขียวสด
  ๒. ผิวหน้าดินจะไม่เปียกโชก ดินจะไม่ตึง การระบายอากาศที่ผิวดินจะดีมาก
  ๓. การพ่นน้ำเป็นละอองฝอยยังช่วยให้เกิดการชะล้างปุ๋ยที่วางคลุมบนแปลงผักลงไปสู่ระบบรากของพืชได้เป็นอย่างดี
  ๔. เป็นการจำลองธรรมชาติแบบฝนตก ละอองน้ำจะกระจายตัวสม่ำเสมอ
  ๕. สามารถให้ฮอร์โมนพืช ปุ๋ยน้ำ หรือสารสมุนไพรไล่แมลง ผสมไปกับน้ำได้ ช่วยประหยัดทั้งเวลาและแรงงานได้มาก
  ข้อเสียคือ 
  ๑.ต้องใช้พลังงานเพิ่มแรงดันประมาณ ๑.๕ บาร์( แรงดันน้ำ ๑ บาร์ คือระดับน้ำต้นทางสูงจากหัวจ่ายสปริงเกอร์ ๑๐ เมตร กรณีเป็นถังส่งน้ำประปา)
  ๒. หัวจ่ายน้ำจะอุดตันโดยเฉพาะตัวมดชอบเข้าไป ถ้าหยุดการให้น้ำนานหลายวัน
  ๓. ต้องใช้ตัวกรองน้ำ(กรองเกษตร) และต้องหมั่นล้างไส้กรองด้วย
  ๔. แหล่งน้ำต้องไม่มีผงตะกอน หรือตะไคร่น้ำ
  ส่วนการให้น้ำพืชแบบหัวน้ำหยด หรือเทปน้ำหยด ก็มีข้อดี ข้อเสีย 
ข้อดี คือ  
  ๑. ประหยัดน้ำและพลังงาน แรงดันของน้ำไม่ต้องมาก ประมาณ ๐.๕ บาร์ก็ใช้ได้แล้ว
  ๒. เหมาะกับพืชไร่ เช่น ไร่อ้อย มันสำปะหลัง หรือต้นไม้ยืนต้น เช่น สวนปาล์มน้ำมัน
ข้อเสีย คือ
  ๑. การให้น้ำจะไม่กระจายตัว ถ้าดินเป็นทราย น้ำหยดจะซึมลงในแนวดิ่ง รากฝอยของพืชจะได้น้ำไม่ทั่วถึง ถ้าเป็นดินเหนียวน้ำจะเปียกและขังอยู่เฉพาะจุด รากพืชจะเน่าและเฉาตาย
  ๒. ไม่เป็นธรรมชาติเหมือนฝนตก ไม่ชะล้างหน้าดินที่ใส่ปุ๋ยอยู่ด้านบนผิวดิน ลงไปสูระบบรากของพืช ปุ๋ยที่ใส่หน้าดินจะถูกแสงแดดทำลาย ไม่เป็นประโยชน์ต่อพืช การเจริญเติบโตของพืชจะช้ากว่าระบบให้น้ำแบบมินิสปริงเกอร์
  ๓. ระบบน้ำหยดไม่เหมาะกับแปลงผักสวนครัว ไม่ตรึงธาตุไนโตรเจนจากอากาศ ซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักของพืชที่สำคัญที่สุด ประมาณ ๘๐ % ที่พืชต้องการ

ท่านสามารถหาซื้ออุปกรณ์การให้น้ำพืชได้ที่ http://www.superproducts.co.th/contact.html

ภาพแสดง : การผูกเหล็กเส้นขนาด ๒ หุน เป็นตะแกรงก่อนเทคอนกรีตผสมกันน้ำยากันน้ำซึม


อ่างน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาดความจุน้ำ ๑๕ คิว ค่าวัสดุ ๘,๕๐๐ บาท
เส้นผ่าศูนย์กลาง ๕ เมตร ลึก ๑.๖๐ เมตร
สถานที่ : บ้านพักปฏิบัติธรรม อยู่ข้างพุทธสถานสีมาอโศก
หมู่ ๕ ต.หนองบัวศาลา อ.เมือง จ.นครราชสีมา









    จากที่กล่าวมานี้ท่านคงพอสรุปได้ว่าจะวางระบบการให้น้ำแก่พืชได้อย่างไร แต่ยังมีประเด็นที่ควรคำนึงเพิ่มเติมอีก ดังนี้
  ๑. ขนาดพื้นที่ทำการกสิกรรม ถ้าเป็นกสิกรรมแบบยังชีพหรือแบบพอเพียง หรือกสิกรรมแบบประณีต ควรไม่เกิน ๑ ไร่ต่อแรงงาน ๑ คน
  ๒. ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ ได้แก่ ลักษณะของดิน เป็นดินร่วน ดินทราย หรือดินเหนียว ผิวพื้นที่มีความลาดเอียงกี่องศาจากแนวระนาบ (ประโยชน์เพื่อประกอบการพิจารณาวางระบบน้ำ) ตลอดจนวัดค่า pH ของดินได้เท่าไร (ค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ควรวัดหลายๆจุด และมีความลึกที่แตกต่างกัน แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ย)
  ๓. ถ้าจะมีการปรับแต่งผิวดิน เช่น ไถดิน ขุดดิน ขุดร่องน้ำ ทำถนนทางเดิน ควรดำเนินการก่อนวางระบบน้ำ
  ๔. เมื่อจัดวางระบบน้ำแล้ว ให้งดการไถพรวนดิน หรือขุดดิน เพราะจะทำความเสียหายให้กับระบบท่อน้ำใต้ดิน ให้ใช้วิธีหมักดิน หรือปรับโครงสร้างของผิวดิน แล้วนำไปทับหน้าดินเท่านั้น(ไม่ให้ไถพรวนดิน) หน้าดินจะอุดมสมบูรณ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พืชจะเจริญงอกงามเติบโตได้ดีมาก ปัญหาโรคพืชแทบไม่มี ไม่ต้องกลัวกับปัญหาวัชพืช หญ้าต่างๆที่จะงอกงาม เพราะให้เอาประโยชน์จากหญ้ามาหมักทำปุ๋ยแล้วนำไปทับหญ้า เรียกว่าเอาเกลือจิ้มเกลือ ที่ใดมีหญ้าที่นั่นมีปุ๋ยที่ดีมาก ควรทำปุ๋ยจากหญ้าสดในแปลงเพาะปลูก ๒ สัปดาห์ก็ได้ปุ๋ยแล้ว
  ๕. เมื่อวางระบบน้ำแล้วให้ปลูกพืชหลากหลายในพื้นที่เดียวกัน ห้ามปล่อยให้พื้นที่ว่างเปล่าจากการเพาะปลูก เพราะหน้าดินจะถูกทำลายจากแสงแดด พืชต่างชนิดกันย่อมดูดกินสารอาหารพืชต่างกัน เพราะสัญญาของพืชต่างกัน (พีชนิยาม)

ตัวอย่าง องค์ประกอบหลักในการจัดทำระบบน้ำให้กับพืช(แบบมินิสปริงเกอร์ ใช้พลังงานไฟฟ้า)

ภาพแสดง : นาฬิกาและวงจรไฟฟ้าให้น้ำแบบอัตโนมัติ

ส่วนประกอบหลักในการวางระบบน้ำ มีดังนี้

๑. ปั๊มน้ำ (220 vac) มีหลากหลายแบบให้เลือก ตามตัวอย่างนี้ใช้ปั๊มหอยโข่ง แบบ ๒ ใบพัด ท่อน้ำเข้าขนาด ๑ น้ว ๒ หุน ท่อน้ำออก ๑ นิ้ว ส่งน้ำได้ไกล แรงดันน้ำสูง ใช้ไฟฟ้า ๗๕๐ วัตต์หรือ ๑ แรงม้า ถ้าแบ่งเขตการให้น้ำ ใช้กับโซลินอยด์วาล์ว ๖ โซน สามารถครอบคลุมพื้นที่ได้ ประมาณ ๒-๓ ไร่ ขึ้นอยู่กับการวางระยะห่างหัวสปริงเกอร์
๒. ถังเติมปุ๋ยไปกับท่อน้ำ ต้องติดตั้งที่กรองเกษตรด้วย
๓. นาฬิกาตั้งเวลาให้น้ำอัตโนมัติ (24 vac) ตามตัวอย่างนี้ใช้นาฬิกาชนิดแบ่งเป็น ๖ โซน ราคาประมาณ ๑,๘๐๐ บาท
๔. วาวล์ปิด-เปิดน้ำอัตโนมัติ (โซลินอยด์วาล์ว) แยกเป็นโซนพื้นที่เพาะปลูก ราคาตัวละประมาณ ๙๐๐ บาท
๕. ที่กรองน้ำเกษตร ขนาด ๒ นิ้ว(ใช้ขนาดใหญ่เพื่อกรองน้ำได้มาก) อันละประมาณ ๑,๐๐๐ บาท
๖. ท่อหลัก จะใช้ท่อ PE หรือ PVC ก็ได้
๗. ท่อรอง จะใช้ท่อ PE หรือ PVC ก็ได้
๘. ท่อแขนง ควรเป็นท่อ PE ขนาด 25 มิล หรือ 20 มิล
๙. ท่อฝอย PE ขนาด 4 มิล ใช้ต่อกับหัวจ่ายมินิสปริงเกอร์
๑๐. หัวจ่ายน้ำมินิสปริงเกอร์ มีหลายแบบให้เลือก
๑๑. ข้อต่อท่อน้ำแบบต่างๆ

รายละเอียดอุปกรณ์ให้น้ำ ให้คลิกดูที่ http://www.superproducts.co.th/contact.html

ภาพแสดง : การติดตั้งระบบปั๊มน้ำ ถังเติมปุ๋ย และชุดนาฬิกาตั้งเวลาให้น้ำอัตโนมัติ


ภาพแสดง : การติดตั้งหัวจ่ายน้ำมินิสปริงเกอร์แบบถาวร
ฝังท่อ PE ขนาด ๒๐ มิลลึกประมาณครึ่งเมตร ประกอบท่อใยหินขนาด ๔ นิ้ว ยาว ๑.๕ เมตร
เพื่อป้องกันหนูกัดท่อจ่ายน้ำ เครื่องมือมีด เคียว เครื่องตัดหญ้าตัดท่อน้ำขาด
ส่วนก้านเหล็กยื่นที่หัวเสาไว้สำหรับยึดโยงพืชที่ล้มลง เช่น มะเขือเทศ พริก



  



วันเสาร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2556

ล้างพิษแบบหมอเขียว

เป็นการจัดคอร์สสุขภาพโดยทีมงานจากคณะผู้ที่กำลังศึกษาแพทย์ทางเลือกวิถีธรรมแบบพุทธ(ลูกศิษย์หมอเขียว) ด้วยการเปิดตำราจากพระไตรปิฎก ในพระสูตรต่างๆ ของพระพุทธเจ้ามาเป็นแนวทางในการรักษาดูแลตนเอง "อัตตาหิอัตโนถาโถ" ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน

ที่พุทธสถานสีมาอโศก ผู้ที่กำลังศึกษาในแนวทางของหมอเขียว ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้รับใช้กลุ่ม คือคุณวรัทยา หรือคุณอิน โทร.086-1847879

ผู้ช่วยงานคุณอิน ที่สีมาอโศกได้แก่
๑. คุณฟ้าปลื้ม หรือครูตุ่ง โทร.087-1797989
๒. คุณลิบ โทร.085-7635511

กำหนดการล้างพิษของคอร์สสุขภาพวิถีธรรมแบบหมอเขียว ที่สีมาอโศก(ยังไม่มีกำหนดการ)

ภาพจากการจัดคอร์ส ๗-๑๑ มกราคม ๒๕๕๖




รายละเอียดตารางกิจกรรม ของหมอเขียวให้คลิกที่นี่
http://www.morkeaw.net/k-table-course.html

ข้อควรทราบก่อนการสมัครเข้าค่ายสุขภาพ
๑. กรณีผู้ป่วยหนักขอความกรุณาให้ญาติมาเรียนรู้เพื่อไปดูแลหรือแนะนำผู้ป่วย เนื่องจากทางศูนย์เป็นศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตน ผู้ที่เข้ารับการอบรมจะเป็นผู้ที่มาเรียนรู้เพื่อฝึกฝนการเป็น"หมอดูแลตัวเอง"
๒.กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนสมัครทุกครั้ง เนื่องจากข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม
๓.ทางชุมชนสีมาอโศก ร่วมกับโครงการสุขภาพดี ลดขยะให้เป็นศูนย์(zero waste) ร่วมรณรงค์ลด หรือ งดการใช้ถุงพลาสติก โดยการนำถุงผ้ามาใช้แทน เพื่อรักษาโลกและโรคร้อน
๔. หากผู้เข้ารับการอบรมสะดวก กรุณานำอุปกรณ์และเครื่องใช้ส่วนตัว เช่น เต็นท์หรือมุ้ง ผ้าห่ม จาน/ชาม ช้อน ขวดน้ำดื่ม หรือ อุปกรณ์แคมปิ้งต่าง ๆ มาเอง
สำหรับการอบรม ณ ชุมชนสีมาอโศก จังหวัดนครราชสีมา ขอความกรุณาเตรียมเต็นท์ หรือมุ้ง ผ้าห่ม จาน/ชาม ช้อน ขวดน้ำดื่ม หรือ อุปกรณ์แคมปิ้งมาด้วย เพื่อความสะดวกของผู้เข้าอบรม

๕. กรุณาศึกษาข้อมูลการเดินทาง และการเตรียมตัวก่อนเข้าค่ายจากคู่มือการเข้าค่าย ได้ที่ http://www.morkeaw.net/images-2/handbook-pdf.pdf หรืออ่านรายละเอียดได้ที่ 

ตารางกิจกรรม http://www.morkeaw.net/k-table-course.html

๖. เพื่อประโยชน์ในการเรียนรู้ของผู้เข้ารับการอบรม กรุณาตรวจสอบว่าท่านสามารถเข้าร่วมรับการอบรมได้ตลอดจนจบค่าย

แผนผังแสดงเส้นทางไปชุมชนบุญนิยมสีมาอโศก





วันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ปกิณกะกสิกรรมไร้สารพิษ



แผนผังเส้นทางไปชุมชนบุญนิยมสีมาอโศก
ต.หนองบัวศาลา อ.เมือง จ.นครราชสีมา โทร.๐๔๔-๒๑๒๗๙๗
ปลูกผักโชว์ ในพื้นที่จำกัด เป็นการจัดสวนข้างบ้าน ข้างครัว

การเพาะปลูกพืชผักในพื้นที่ไม่มีที่ดิน เหมาะสำหรับคนในเมือง โดยดัดแปลงล้อยางรถยนต์
การเพาะเลี้ยงเชื้อจุลินทรีย์ชีวภาพแบบพอเพียง ลดค่าใช้จ่ายได้มากโดยไม่ต้องซื้อกากน้ำตาล


ภาพการหมักขยะเปียกจากครัวเรือน ใช้เวลา ๓-๕ วัน จะเป็นกรดชีวภาพค่า pH 4-5
ความเป็นกรดชีวภาพจะไปย่อยสลายกองปุ๋ยหมัก
ภาพแสดง : วงจรนาฬิกาควบคุมการรดน้ำพืชผักอัตโนมัติ แบบแบ่งโซนรดน้ำ



วาล์วผสมปุ๋ยน้ำจุลินทรีย์ชีวภาพ และกรองเกษตร เพื่อผสมปุ๋ยรดน้ำพืชผัก โดยไม่ต้องใช้เครื่องพ่น


ภาพการถากหญ้าเตรียมแปลงปลูกผัก แบบไม่ต้องไถดิน
ประโยชน์ของขยะเปียกในครัวเรือนนำมาหมักทำปุ๋ย นำไปเทราดแปลงเพาะปลูกป้องกันแมลงรบกวน
ภาพการฉีดพ่นละอองน้ำรดผักผสมกับน้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพ พืชผักงอกงามดีมาก










การศึกษาบุญนิยม


เด็กสัมมาสิกขาสีมาอโศก กับห้องเรียนธรรมชาติในป่าของชุมชนบุญนิยมสีมา

         หลักการจัดการศึกษาของพระพุทธเจ้า ทรงตรัสว่า “วิชชา จรณะสัมปัณโณ”  คือ ให้มีความรู้ดี และประพฤติดี ให้รู้อะไรเป็นบุญควรทำ อะไรเป็นบาปต้องงดเว้น กำหนดไว้ในหลักศีล ๕ หรือเบญจศีล และเบญจธรรม เป็นขั้นพื้นฐาน และอีกหลากหลายคำสอนในพระธรรม
ส่วนการศึกษาของประเทศไทยในปัจจุบันนั้นมีนักปราชญ์ เช่น ท่านพุทธทาส กล่าวว่า “การศึกษาของเมืองไทย เหมือนหมาหางด้วน” คือ มีแต่ความรู้ แต่ขาดศีลธรรม จริยธรรม  หัวโตสมองโต แต่ทำงานไม่เป็น พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ กล่าวว่า “การศึกษาที่ไม่ลดกิเลส กู้ประเทศไม่ได้”
ดังนั้นผลผลิตของการจัดการศึกษาที่ถูกต้อง ควรเป็นดังนี้
๑.       ลดความเห็นแก่ตัว หรือลดกิเลส
๒.     มีจิตสาธารณะมากขึ้น เสียสละมากขึ้น
๓.      เป็นการจัดการศึกษาเพื่อช่วยพัฒนาคน ให้ไปช่วยคนอื่นอีกต่อๆไป ขยายไปเรื่อยๆ ให้มีคนดีที่ชาติต้องการมากขึ้นๆ ทั้งประเทศ
ถาม : แล้วเราจะจัดการศึกษาอย่างไร เพื่อให้เป็นไปตามอุดมการณ์ มีผลผลิตของการจัดการศึกษาที่ควรจะเป็น
ตอบ : ต้องจัดการศึกษาแบบบุญนิยม
ถาม : การศึกษาแบบบุญนิยม มีลักษณะเด่นอย่างไร
ตอบ :
๑.       เปิดโอกาสความเสมอภาคทางการศึกษา
๒.     เป็นการจัดการศึกษาที่ตรงกันข้ามกับ การศึกษาแบบ “ทุนนิยม” คนรวยมีสิทธิ์เรียนสูง คนจนหมดสิทธิ์
๓.      ไม่มีเงินเป็นตัวตั้ง หรือตัวกำหนดใดๆ ไม่ต้องมีเงินงบประมาณ
๔.      เป็นการจัดการศึกษาแบบ เรียนฟรี กินอยู่ ฟรี และทำงานฟรี
๕.      ผู้สอนไม่มีรายได้ หรือเงินเดือน คือ สอนฟรี
ถาม : การศึกษาแบบบุญนิยม มีตัวอย่างให้ศึกษาดูได้ที่ใดบ้าง
ตอบ : ในชุมชนบุญนิยมของชาวอโศก
                คำถามและคำตอบ ที่กล่าวมานี้ เป็นการนำท่านสู่ บทความเรื่อง “การศึกษาบุญนิยม” ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เพ้อฝัน แต่ชาวบุญนิยมในสังคมชาวอโศก มีจิตใจที่มุ่งมั่นอย่างนี้จริงๆ เราจะทำในสิ่งที่ทำได้ยาก เพราะรู้ว่าสิ่งที่ทำได้ยากนั้น คือทางออกของปัญหาการศึกษา เป็นการจัดการศึกษาที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้
                ในชุมชนบุญนิยมของชาวอโศก โครงสร้างของชุมชนจะประกอบด้วย บ้าน วัด และโรงเรียน จะเป็นสังคมที่อบอุ่น เป็นสังคมแห่งการแบ่งปันเสียสละ มีโครงสร้างประชากรทั้งวัยเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ และผู้ชรา ไม่แปลกแยกเหมือนหมู่บ้านในชนบททั่วๆไปของเมืองไทยในยุคนี้  ที่มีแต่ผู้ชราและเด็กเฝ้าบ้าน ส่วนวัยแรงงานเข้าไปหาเงินอยู่ในเมืองใหญ่ หรือไปหาเงินขายแรงงานอยู่ต่างประเทศ แล้วก็ส่งเงินกลับไปให้ผู้ที่อยู่ทางบ้าน ช่วงเทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ก็จะเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้าน ทำให้เกิดปัญหาจราจร เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ตายครั้งละไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ ศพ นี้คือภาพของความล้มเหลวของการจัดการศึกษาของเมืองไทย ที่มีเงินเป็นตัวตั้ง จัดการศึกษาโดยกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับเงินงบประมาณสูงที่สุดของประเทศ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาทางการศึกษาที่ล้มเหลวได้ มีเรื่องอื้อฉาวทุจริตในวงการราชการ เช่น ทุจริตการสอบเข้าตำรวจ ทุจริตการสอบบรรจุครู ทุจริตการสอบเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ อบต. เป็นต้น
เราเรียนในสิ่งที่จำเป็นของชีวิต คือการทำนา


นี่คือผลงานของการศึกษา ข้าวคืออาหารของมนุษย์
        
           ในชุมชนบุญนิยมของชาวอโศกใช้ระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง ในขั้นสาธารณโภคี เมื่อเข้ามาสัมผัสชีวิตจริงของชุมชนบุญนิยมชาวอโศกแล้ว ได้ฟังคำว่า “สาธารณโภคี” รู้สึกคุ้นหู แต่ก็ยังแปลก  สาธารณโภคี มีอุดมคติอย่างแรงกล้า ๔ ข้อ คือ
๑.       แรงงานฟรี
๒.     ปลอดหนี้
๓.      ไม่มีดอกเบี้ย
๔.      เฉลี่ยทรัพย์เข้ากองบุญ
โดยผู้มาอยู่จะต้องทำงานให้ส่วนกลาง ไม่มีค่าตอบแทน ไม่มีเงินเดือน กินอยู่กับส่วนกลาง ช่วยกันทำงานตามความสามารถ ตามความถนัด เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยช่วยกันดูแลรักษา ความเป็นอยู่ ที่พักอาศัย ส่วนกลางของชุมชนจะดำเนินการให้ตามฐานะของสมาชิกในชุมชนซึ่งมีหลายระดับ และถ้าเป็นผู้มาอยู่ใหม่จะพิจารณาการดูแลตามความเหมาะสม ค่าตอบแทนที่สูงค่ากว่าเงินทอง ที่มอบให้แต่ละคนนั้น คือ การลดละกิเลสในตน ฝึกฝนให้นำไปสู่ความพ้นทุกข์นั้นๆ ตามขั้นตอน
ครู หรือ คุรุ ผู้สอนต้องตั้งตนให้สมควรก่อน ทำได้ก่อนจึงสอนเด็ก
ภาพผลผลิตกล้วยหอม ที่ครูได้ทดลองปลูกให้เด็กได้ดูเป็นตัวอย่าง เพื่อเป็นสื่อการสอน

                การศึกษาบุญนิยมของชาวอโศก เป็นการจัดการศึกษาเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชุน เป็นไปเพื่อการลดละกิเลส มุ่งสู่โลกุตตระ จัดการศึกษาทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา
  “ศีลเด่น เป็นงาน ชำนาญวิชา” คือ ปรัชญาการศึกษาระดับ ประถมศึกษาและมัธยมศึกษา
  “ศีลเข้ม เก่งงาน สืบสานวิชา” คือ ปรัชญาการศึกษาระดับอุดมศึกษา
                ระเบียบการรับสมัครเข้าเรียนในระบบการศึกษาบุญนิยมของชาวอโศก ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา กำหนดรับสมัครประมาณวันที่ ๗ เมษายน มีขั้นตอน ดังนี้
๑.       ในระดับประถมศึกษา ผู้ปกครองต้องเข้ามาอยู่ประจำในชุมชนด้วย โดยเลือกเข้ามาทำงานในฐานงานต่างๆ กินอยู่ฟรี เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองเนื่องจากเด็กนักเรียนยังดูแลตนเองไม่ได้
๒.     นำบุตรหลานเข้าไปในชุมชนของชาวอโศก ฟังธรรม รับประทานอาหารมังสวิรัติร่วมกัน พักค้างคืน ฝึกเข้าฐานงานต่างๆ เพื่อสร้างความคุ้นเคย
๓.      ทั้งเด็กนักเรียนและผู้ปกครองต้องมีความสนใจในระบบการศึกษาแบบบุญนิยม
๔.      สมัครเข้าค่าย อบรมยุวพุทธ เป็นเวลาประมาณ ๗ วัน เพื่อดูตัวนักเรียน
๕.      สอบข้อเขียนในวิชาหลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และสังคมศึกษา
๖.       สอบสัมภาษณ์เด็ก และผู้ปกครอง โดยสมณะ
๗.      คุรุและสมณะร่วมประชุมประเมินผลการคัดเลือกเด็ก เพื่อรับเข้าเรียน และประกาศผล
๘.      มอบตัวเข้าเรียน และทำพิธีรับชุดนักเรียนสัมมาสิกขาฟรี
๙.       ไม่รับย้ายนักเรียนจากระบบการศึกษาทั่วไป ถ้าต้องการมาเรียนการศึกษาแบบบุญนิยมต้องเริ่มต้นใหม่ ในชั้น ม.๑
                ระเบียบการรับสมัครเข้าเรียนในระบบการศึกษาบุญนิยมของชาวอโศก ในระดับอุดมศึกษา มีขั้นตอน ดังนี้
๑.       เป็นศิษย์เก่านักเรียนสัมมาสิกขา จบชั้น ม.๖
๒.     ถ้าไม่ใช่ศิษย์เก่าต้องเข้ามาศึกษาวิถีชีวิต อยู่ในชุมชนเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๑ ปี
เด็กนักเรียน ร.ร.บ้านหนองระเวียง อ.เมือง จ.นม. มาศึกษาดูงาน  เมื่อ ๑๙ พ.ย.๕๔

วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555

การเผาศพของชาวอโศก

ชีวิตนี้น้อยนัก ชีวิตนี้สั้นนัก ชีวิตนี้ไม่เที่ยง มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย มีความชราภาพอยู่ทุกขณะ

ทุกคนต้องลาโลก ละสังขาร ผู้เป็นญาติ บุตรหลาน ของผู้วายชนม์ จึงควรทำกิจครั้งสุดท้ายของท่าน เรียกว่า "ฌาปนกิจศพ"

ภาพที่ประกอบบทความนี้ เป็นการจัดงานศพญาติธรรมชาวอโศก ที่พุทธสถานสีมาอโศก เป็นบรรพชนชาวอโศกซึ่งเข้ามาอยู่ในชุมชนตั้งแต่ปี ๒๕๒๙ รวมเวลาที่เข้ามาปฏิบัติธรรม ๒๖ ปีคือ คุณยายเกิดบุญ ชาญณรงค์ อายุ ๙๗ ปี ๗ เดือน ถึงแก่กรรมเมื่อ เวลา ๐๘.๑๕ น.วันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๕ และทำการฌาปนกิจศพ เมื่อ ๑๓.๐๐ น. วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๕ ณ เมรุกองฟอนแบบเรียบง่ายในยุคโบราณ ณ พุทธสถานสีมาอโศก อ.เมือง จ.นครราชสีมา ไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายใดๆ โดยมีพ่อครูสมณะโพธิรักษ์เป็นประธาน

อาบน้ำแต่งกายให้ศพ ญาติธรรมจะช่วยกันไม่ต้องจ้างสัปเหร่อ
ญาติธรรมช่วยกันนำร่างผู้วายชนม์ไปที่ศาลาเพื่อทำพิธีรดน้ำศพ
รด น้ำศพ ๘ ต.ค.๕๕

สมณะแสดงธรรมหน้าศพ ก่อนฉันภัตตาหาร ๙ ต.ค.๕๕




สมณะเพาะพุทธ จันทเสฏโฐ แสดงธรรมหน้าศพ ๙ ต.ค.๕๕ เวลา ๑๙.๐๐-๒๐.๐๐ น.



 บันทึกภาพเป็นที่ระลึก


พ่อครูสมณะโพธิรักษ์นำขบวนเคลื่อนศพสู่เชิงตะกอนกองฟอน


ญาติธรรม ญาติ บุตรหลาน มาร่วมงานศพประมาณ ๕๐๐ คน


พ่อครูสมณะโพธิรักษ์แสดงธรรมให้มรณะสติแก่ผู้มาร่วมงานประมาณ ๑๐ นาที



 พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ เป็นประธานประชุมเพลิงศพ เวลา ๑๓.๐๐ น. ๑๑ ต.ค.๕๕


ประเพณีการฌาปนกิจศพแบบบุญนิยมของชาวอโศก จะเน้นการประหยัด เรียบง่าย ไม่เล่นการพนัน ไม่มีเหล้า บุหรี่ ไม่ฆ่าสัตว์เพื่อจัดงานศพ ไม่จุดธูปเทียน
เมื่อสมาชิกชาวชุมชนบุญนิยมชาวอโศกเสียชีวิต ก็จะต้องช่วยกันจัดการศพ โดยแบ่งงานหน้าที่กัน ได้แก่ ขั้นตอนต่างๆ ประมาณ ๑๐ ขั้นตอน โดยไม่ต้องจ่ายเงิน ดังน้
๑. ไปแจ้งตายต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เพื่อรับใบมรณบัตร
๒. อาบน้ำศพ แต่งตัวใส่เสื้อผ้าให้ศพ
๓. จัดหาโลงศพ
๔. เตรียมที่ตั้งศพในศาลา ๓ วัน
๕. รดน้ำศพ
๖. แสดงธรรมหน้าศพก่อนฉันภัตตาหาร ๐๙.๐๐ น. และในเวลา ๑๙.๐๐ น. ไม่มีการสวดพระอภิธรรม ไม่กรวดน้ำ ไม่ถวายข้าวพระพุทธเจ้า ไม่นำอาหารจัดให้ผู้วายชนม์
๗. เตรียมเมรุเผาศพ หรือตั้งกองฟอนด้วยไม้ในที่โล่งแจ้ง
๘. สมณะกล่าวแสดงธรรมหน้าเมรุก่อนประชุมเพลิง ไม่มีการทอดผ้าบังสกุล ไม่มีการโยนทาน
๙. ประชุมเพลิงศพ
๑๐. เก็บอัฐิ อังคาร
การสร้างเมรุเผาศพ

    หลังจากเสร็จสิ้นงานเผาศพคุณยายเกิดบุญ ชาญณรงค์ เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๕ ชาวชุมชนสีมาอโศก มีดำริจะปรับปรุงสร้างเมรุเผาศพแบบเรียบง่าย ยังคงมีสภาพเป็นการเผาแบบเตาเปิด ใช้ฟืน ถ่าน ซึ่งหาได้ง่ายในชุมชนเป็นเชื้อเพลิง
   
     ทางชุมชนมอบให้ผู้เขียนบทความนี้ เป็นผู้ประสานงาน ผมจะสร้างอย่างไรดี เป็นงานที่ผมไม่เคยทำมาก่อนเลย ไม่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้เลย  ขอให้เพื่อนๆช่วยเสนอแนะด้วยครับ ผมต้องการความหลากหลายในความเห็นเรื่องนี้นะครับ ภาพที่โพสมานี้เป็นแนวทางที่ทางสีมาอโศกจะดำเนินการนะครับ เป็นแนวทางที่ได้วิเคราะห์ สังเคราะห์กันมาบ้างแล้วในที่ประชุมของชาวชุมชน ดังนี้

     ๑. สถานที่ก่อสร้างเมรุใกล้กับพื้นที่ส่วนในของวัด ติดกับลานต้นโพธิ์ใหญ่ด้านทิศตะวันตก ไม่ควรมีการก่อสร้างที่เผาศพ แต่ไม่มีที่อื่นใดที่เหมาะสมกว่า มติจึงให้สร้างเมรุแบบถอดประกอบได้ เนื่องจากนานๆ จะมีคนในวัดเสียชีวิต และไม่รับเผาศพที่ไม่ใช่นักปฏิบัติธรรมชาวอโศก เป็นการเผาศพแบบกองฟอนแต่จะปรับปรุงให้ดูดีขึ้น
     
     ๒. บริเวณพื้นที่เผาศพจะจัดเป็นนิทรรศการวิถีชีวิตนักปฏิบัติธรรมก่อนตาย จะมีนักศิลปะกรรมต่างชาติเข้ามาช่วยปั้นภาพนูนต่ำประดับเสารอบๆเมรุ ได้ประสานงานกับร้านอำแดง ที่ด่านเกวียน ไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นจิตอาสาจากชาวต่างชาติ จากอเมริกา ยุโรป
     
     ๓. ที่ปลงศพใช้วัสดุสแตนเลสทั้งหมด ถ้าฝนตกก็จะมีหลังคาทรงกลมต่างระดับ ๕ ชั้น ถ้าฝนไม่ตกก็ไม่ต้องใช้ หลังคาถอดประกอบได้ ๖ ชิ้น
     

     ๔. เมื่อไม่มีการเผาศพบริเวณนี้จะใช้ประโยชน์เพื่อการพักผ่อน เป็นที่เพาะกล้าข้าวในถาดเพาะเพื่อนำไปโยนในแปลงนา มีลักษณะเป็นลานหิน สลับกับหญ้า เป็นนิทรรศการของนักปฏิบัติธรรมชาวอโศก ในเรื่องวิถีการดำเนินชีวิตแบบเรียบง่ายตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แบบชาวพุทธที่เคร่งครัดในศีลธรรม ได้แก่ ภาพปั้นดินเผาการฟังธรรม ภาพปั้นฯการบำเพ็ญบุญ ภาพปั้นฯการตั้งโรงทานแจกอาหาร การทำกสิกรรมไร้สารพิษ และภาพปั้นฯฐานงานต่างๆ ดังภาพที่แสดงนี้








วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2555

วัฒนธรรมของชาวอโศก

     คำว่า "วัฒนธรรม" เป็นนามธรรม เป็นพฤติกรรม เป็นพฤติภาพ ที่ดีงามของสังคมมนุษย์ ในกลุ่มชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ชาวอโศกก็มีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง เป็นอัตลักษณ์(พึ่งตน จนผู้อื่นพึ่งได้) และเอกลักษณ์(ทำดี มีธรรม) เฉพาะตนของชนกลุ่มน้อยที่เรียกตนเองว่า "ชาวอโศก" ที่อยู่ร่วมกันอย่างมีความผาสุขในสังคมไทย สมาชิกในชุมชนจะลดความเห็นแก่ตัว จะเสียสละ ซึ่งเรียกว่า "บุญ" จึงเป็นนวัตกรรมใหม่ด้านวัฒนธรรมของโลก เรียกว่า "วัฒนธรรมแบบบุญนิยม" ซึ่งสวนทางกับกระแสหลักของชาวโลกที่เป็น "วัฒนธรรมแบบทุนนิยม" และกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจที่ยังหาทางออกไม่ได้ในยุคนี้
     ลักษณะที่เด่นชัดของสังคมชาวอโศก คือ มีอุดมการณ์ของตนเองตามแนวทางของศาสนาพุทธยึดมั่นในคำสอนของพระพุทธเจ้า เคร่งครัดในศีลธรรม โดยมีความศรัทธาเชื่อมั่นต่อพระสัทธรรม มีพ่อครูหรือพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูหรือพ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์
เป็นผู้แสดงธรรมถ่ายทอดอธิบายธรรมในแนวโลกุตรธรรม มุ่งเน้นให้ผู้ที่มาปฏิบัติธรรมได้มรรคผลเป็นอริยบุคคล เป็นผู้มีลักษณะบุคลิกภาพขั้นต่ำ คือ "ถือศีล ๕  ละอบายมุข ทานอาหารมังสวิรัติ" มีอุดมการณ์ใช้ชีวิตที่ประหยัดเรียบง่าย ใช้ชีวิตแบบพึ่งตนเอง ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจแบบพอเพียง ในขั้นสาธารณโภคี  คือ ผลผลิตมวลรวมทั้งชุมชนของสมาชิกแต่ละคน  นำมารวมกันเป็นสมบัติกองกลาง เป็นของส่วนกลาง มีคณะผู้รับใช้เป็นกรรมการชุมชน มีสมณะ สิกมาตุ นักบวชของชาวอโศก เป็นที่ปรึกษาหรือเป็นปุโรหิต ร่วมประชุมวางแผน กำหนดทิศทางการขับเคลื่อนไปตามแนวทางอุดมคติ อุดมการณ์ดังที่กล่าวข้างต้น ทรัพย์สมบัติที่พอช่วยเหลือสังคมข้างนอกชุมชนได้ก็จะพยายามสะพัดออกไป เช่น การจัดตลาดอาริยะ คือขายสินค้าต่ำกว่าต้นทุน(ขาดทุนคือกำไร หรือบุญของเรา)

การตักบาตรด้วยอาหารมังสวิรัติเป็นศิลปอันติมะ ของชาวอโศก  

วัฒนธรรมบุญนิยมของชาวอโศก แบ่งเป็นด้านต่างๆ ดังนี้

๑. วัฒนธรรมด้านองค์กรของชาวอโศก

      สถาบันบุญนิยม เป็นองค์กรสูงสุดของชาวอโศก ได้รับการจดทะเบียนจากกระทรวงมหาดไทย มีธรรมนูญของสถาบัน ประกอบด้วยคณะทำงาน ๒ สภา คือ
     ๑. สภาของนักบวช ประธานสภาของนักบวช คือ พ่อครูหรือพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ โดยมีสมณะปัจฉา เป็นคณะเลขานุการ
     ๒. สภาของฆราวาส ประธานสภาของฆราวาสคือ นายธำรงค์ แสงสุริยะจันทร์ โดยมี นายข้าพุทธ ขาวดารา เป็นเลขานุการ คณะกรรมการมาจากผู้แทน ๑๒ องค์กรของชาวอโศก องค์กรละ ๑ ท่าน และผู้แทนแม่ข่ายชุมชนชาวอโศก จากพุทธสถาน และสังฆสถาน อีก ๙ ท่าน
     สำนักงานของสถาบันบุญนิยม ตั้งอยู่ที่ ชั้น ๓ ตึกพลังบุญ  ซอย ๔๘ ถนนนวมินทร์ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร    
     หน้าที่ของสถาบันบุญนิยม มีหน้าที่กำหนดนโยบายของชาวอโศก การขับเคลื่อนนโยบาย การกำกับติดตามผลการปฏิบัติ มีองค์กรย่อยที่ขึ้นตรงต่อสถาบันบุญนิยม ๑๒ องค์กร ดังนี้

          ๑. ศาสนาบุญนิยม ได้แก่ มูลนิธิ สมาคม ชมรม ต่างๆ ของชาวอโศก
          ๒. ชุมชนบุญนิยม ได้แก่ ชุมชนบุญนิยมที่เป็นแม่ข่ายหลักของชาวอโศก ๙ แห่ง
          ๓. การศึกษาบุญนิยม ได้แก่ โรงเรียนสัมมาสิกขา มหาลัยวังชีวิต(มวช.ศีล๘) วิทยาลัยบรรดาบัณฑิตบุญนิยม (วบบบ.)
          ๔. บริโภคบุญนิยม ได้แก่ ร้านอาหารชมรมมังสวิรัติแห่งประเทศไทย โรงครัวกลางของชุมชน
          ๕. พาณิชย์บุญนิยม ได้แก่ ร้านค้าของชาวอโศก ตั้งอยู่ในชุมชนบุญนิยมของชาวอโศก
          ๖. กสิกรรมบุญนิยม ได้แก่ เครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษแห่งประเทศไทย
          ๗. อุตสาหกิจบุญนิยม ได้แก่ โรงงานผลิตปุ๋ยชีวภาพ โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ โรงงานยาสมุนไพร โรงซ่อมเครื่องจักรเครื่องกลหนัก
          ๘. การเมืองบุญนิยม ได้แก่ พรรคเพื่อฟ้าดิน ตั้งพรรคเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๓ มีอุดมการณ์ของพรรค คือ "เศรษฐกิจพึ่งตน ชุมชนเข้มแข็ง ประชามีธรรม ประเทศเป็นไท" น.ส.ขวัญดิน สิงห์คำ เป็นหัวหน้าพรรค เรือตรี แซมดิน เลิศบุศย์ เป็นเลขาธิการพรรค
          ๙. ศิลปวัฒนธรรมบุญนิยม ได้แก่ ประเพณีการบวชของชาวอโศก ประเพณีการตักบาตรทำบุญด้วยอาหารมังสวิรัติ ประเพณีการเผาศพ วัฒนธรรมการแต่งกายแบบพื้นบ้าน นิยมความเป็นไทย การทักทายด้วยคำว่า "เจริญธรรม", "สำนึกดี"  วัฒนธรรมการแยกขยะ
        ๑๐. สื่อสารบุญนิยม ได้แก่ โรงพิมพ์วารสาร สิ่งพิมพ์ต่างๆ สื่อบันทึกเท็ป ดีวีดี สถานีวิทยุชุมชน สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเพื่อมวลมนุษยชาติ (For Mankind Television : FMTV )
       ๑๑. สุขภาพบุญนิยม ได้แก่ ศาลาสุขภาพ การดูแลสุขภาพแบบพึ่งตนเอง สมุนไพรไทย
       ๑๒. สถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ ได้แก่ การรับบริจาคสิ่งของ การคัดแยกขยะ เพื่อนำรายได้ไปดำเนินงานสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเพื่อมวลมนุษยชาติ (For Mankind Television : FMTV ) ตามโครงการ "ดินอุ้มดาว"

๒. วัฒนธรรมด้านโครงสร้างทางสังคม ชุมชนชาวอโศก (Social Organization)

ประกอบด้วย บ้าน วัด โรงเรียน
๑. บ้านหรือชุมชน ประกอบด้วยผู้คนที่ปฏิบัติศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ละอบายมุข ทานอาหารมังสวิรัติ
๒. วัดหรือพุทธสถาน ประกอบด้วย นักบวชชาย เรียกว่า "สมณะ " แปลว่าผู้สงบระงับจากกิเลส และนักบวชหญิง เรียกว่า "สิกขมาตุ" แปลว่านักศึกษาฝ่ายหญิง ปฏิบัติศีล ๑๐
๓. โรงเรียน ประกอบด้วย เด็กนักเรียน ตาม พ.ร.บ.การศึกษาสงเคราะห์ ชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา มีคุรุ หรือครูผู้สอนที่ไม่มีเงินเดือน นักเรียนกินอยู่ฟรี ไม่มีค่าเล่าเรียน แบบอยู่พักค้างประจำ ระบบการจัดการศึกษา เป็นแบบตามอัธยาศัย เป้าหมายการศึกษาเน้นตามความต้องการของผู้ปกครองและชุมชน มีปรัชญาการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา "ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา" ปรัชญาการศึกษาระดับอุดมศึกษา "ศีลเต็ม เข้มงาน สืบสานวิชา"

๓. วัฒนธรรมด้านโครงสร้างเครือข่าย หรือเครือแหของชาวอโศก (Asoke Social Network) 

ประกอบด้วยชุมชนที่เป็น  พุทธสถาน ชาวชุมชน และโรงเรียน ๗ แห่ง ได้แก่
   ๑) พุทธสถานสันติอโศก ๖๕/๑ ซ.เทียมพร ถนนนวมินทร์ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ ๑๐๒๔๐  โทร.๐๒-๓๗๔-๕๒๓๐
   ๒) พุทธสถานปฐมอโศก ๖๖ หมู่ ๕ ต.พระประโทน อ.เมือง จ.นครปฐม ๗๓๐๐๐ โทร.๐๓๔-๒๕๘๔๗๐-๑
   ๓) พุทธสถานศาลีอโศก ๑๑๖ หมู่ ๓ ต.โคกเดื่่อ อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ ๖๐๒๒๐ โทร. ๐๕๖-๒๕๙๒๑๗
   ๔) พุทธสถานศีรษะอโศก ๒๘๗ หมู่ ๑๕ ต.กระแซง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ๓๓๑๑๐ โทร. ๐๔๕-๖๓๕๗๖๗
   ๕) พุทธสถานสีมาอโศก ๙๔ หมู่ ๕ ต.หนองบัวศาลา อ.เมือง จ.นครราสีมา ๓๐๐๐๐ โทร. ๐๔๔-๒๑๒๗๙๗
   ๖) พุทธสถานราชธานีอโศก หมู่ ๑๐ ต.บุ่งไหม อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ๓๔๑๙๐ โทร.๐๔๕-๒๔๗๒๒๒
   ๗) พุทธสถานภูผาฟ้าน้ำ ๓๑/๑ หมู่ ๕ บ้านแม่เลา ต.ป่าแป๋ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๕๐ โทร. ๐๕๓-๒๒๘๕๕๗-๙
และชุมชนที่เป็น สังฆสถาน และชาวชุมชน  ๒ แห่ง ได้แก่
  ๑) สังฆสถานหินผาฟ้าน้ำ ๒๖๖ หมู่ ๑ ซ.สุขาภิบาล ๕ ต.หนองไผ่ อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ ๓๖๑๕๐ โทร.๐๔๔-๘๑๐๐๙๕
  ๒) สังฆสถานทะเลธรรม ๔๑ หมู่ ๓ ต.บ้านควน อ.เมือง จ.ตรัง ๙๒๐๐๐ โทร.๐๗๕-๒๒๖๑๙๖
และชุมชนชาวอโศกที่ไม่มีนักบวชอยู่ประจำ ๒๐ กว่าแห่งทั่วประเทศไทย

๔. วัฒนธรรมด้านการเงิน 

ชาวอโศก มีระบบการจัดการด้านการเงิน คือ สมาชิกชาวชุมชนแต่ละคนจะไม่ก่อหนี้ หรือเป็นหนี้ใดๆทั้งสิ้น ถ้ามีเงินสดเป็นการส่วนตัว(ผู้ที่ปฏิบัติ ศีล ๕ ศีล ๘) ก็ให้นำไปฝากเป็นเงินกองบุญของชุมชน จะไม่ได้รับดอกเบี้ย แต่จะได้รับดอกบุญ เพื่อชุมชนจะได้นำ ๖๐ % ของเงินกองบุญนี้ ไปเป็นทุนใช้หมุนเวียนในกิจการฐานงานต่างๆ  นอกจากนี้ยังมีระบบ "เงินเกื้อ" และ "เงินหนุน" โดยไม่คิดดอกเบี้ยแก่สมาชิกในชุมชนที่มีความจำเป็น (เงินเกื้อ คือ ขอยืมเงิน เงินหนุน คือ ให้ยืมเงิน)

๕. วัฒนธรรมด้านเศรษฐกิจ

 ยึดหลักเศรษฐกิจแบบบุญนิยม คือ "เศรษฐกิจบุญนิยม คนจนรู้จักพอ แต่เศรษฐกิจทุนนิยม คนรวยไม่รู้จักพอ" มีจุดเน้นนโยบายใช้เศรษฐกิจแบบพอเพียง ในขั้นสาธารณะโภคี คือ ทำงานเสียสละ ๑๐๐ % (เสียภาษี ๑๐๐%) ผลตอบแทน ผลผลิตทั้งหมดนำเข้าสู่ส่วนกลาง แล้วแบ่งกันกิน แบ่งกันใช้ ทุกคนจะมีฐานะยากจนเท่าเทียมกัน แต่ระบบทรัพยากรส่วนกลางจะมีความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ มีสมบัติส่วนกลางมากมาย เช่น ร้านค้า ที่ดินทำไร่ ที่ดินทำนา ที่ดินทำสวน มีเครื่องจักรกล มีพาหนะรถยนต์ เรือต่างๆ เครื่องทุ่นแรง มีโรงงานอุตสาหกรรม โรงสีข้าวขนาดใหญ่ มีระบบสาธารณูปโภค ระบบสื่อสารคมนาคม มีเครื่องมือสื่อสาร สถานีวิทยุชุมชน สถานีโทรทัศน์ชุมชนผ่านดาวเทียม (FMTV) มีโรงพยาบาล สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ถ้าสมาชิกที่เข้ามาอยู่อาศัยในชุมชนปฏิบัติได้ตามเกณฑ์ขั้นต่ำ คือ ถือศีล ๕ ละอบายมุข ๖ ทานอาหารมังสวิรัติได้เป็นปกติ ทำงานให้กับส่วนกลางทั้งหมด เป็นเวลาติดต่อกัน ๓ เดือน จะมีสิทธิ์ได้รับสวัสดิการจากระบบสาธารณโภคีฟรี

๖. วัฒนธรรมด้านชุมชนบุญนิยม

ชุมชนบุญนิยมชาวอโศก เป็นชุมชนนักปฏิบัติธรรมที่เน้นการพึ่งตนเอง ผู้ที่เป็นสมาชิกชุมชนต้องมีคุณสมบัติขั้นพื้นฐานคือ "ถือศีลห้า ละอบายมุข รับประทานอาหารมังสวิรัติ" การปลูกบ้านที่อยู่อาศัยแบ่งเป็นเขต ตามปฏิปทาที่ได้สมาทานศีล ได้แก่ 
     เขตฆราวาสปฏิบัติศีล ๕ อยู่ในที่ดินของส่วนกลางของมูลนิธิ หรือสมาคม
     เขตคนวัดปฏิบัติศีล ๘ อยู่ในที่พักส่วนกลางภายในตามฐานงานต่างๆ เช่น โรงครัวกลาง
     เขตนักบวชหญิง(สิกขมาตุ)ปฏิบัติศีล ๑๐ อยู่ในพื้นที่ส่วนกลางเขตกุฏิสิกขมาตุ
     เขตนักบวชชาย(สมณะ)ปฏิบัติศีลปาฏิโมกข์(จุลศีล มัฌิมศีล และมหาศีล) อยู่ในพื้นที่ส่วนกลางเขตกุฏิสมณะ
อาคารสิ่งก่อสร้างที่เป็นส่วนกลางสมาชิกในชุมชนมีส่วนไปใช้ร่วมกัน ได้แก่
     ๑. ศาลาฟังธรรม
     ๒. โรงครัวกลาง
     ๓. ศาลาสุขภาพ
     ๔. โรงซ่อม โรงเครื่องมือ โรงจอดรถยนต์
     ๕. ห้องสมุด
     ๖. ห้องน้ำรวม แยกชาย-หญิง
     กิจกรรมสำคัญที่สมาชิกในชุมชนควรได้มาพบปะกัน(Social Interaction) ได้แก่
     ๑. ๐๓.๔๕-๐๕.๓๐ น. สวดมนต์ฟังธรรม ที่ศาลาฟังธรรม
     ๒. ๐๖.๐๐-๐๘.๓๐ น. ลงฐานงานสัมมาอาชีวะ
     ๓. ๐๘.๓๐-๐๙.๐๐ น. วันเสาร์ ตักบาตรด้วยอาหารมังสวิรัติ หน้าศาลาฟังธรรม
     ๔. ๐๙.๐๐-๑๐.๐๐ น. ฟังธรรมก่อนฉันภัตตาหาร  ที่ศาลาฟังธรรม และรับประทานอาหารร่วมกัน
     ๕. ๑๓.๐๐-๑๕.๓๐ น. ลงฐานงานสัมมาอาชีวะ 
     ๖. ๑๖.๐๐-๑๗.๐๐ น. รับประทานอาหารเย็น สำหรับเด็ก และผู้รับประทานอาหาร ๒ มื้อ(ศีล ๕) ที่โรงครัวกลาง
     ๗. ๑๘.๐๐-๒๐.๐๐ น.ชมรายการผ่านสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม FMTV
     ๘. ประชุมประจำเดือนชาวชุมชน เดือนละ ๑ ครั้ง